ภาพระบายสี

ภาพระบายสี
ส่งการบ้านอาจารย์

ภาพระบายสี

ภาพระบายสี
ส่งการบ้านอาจารย์

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเราได้ ซึ่งทำให้พวกเราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีเรียนและวิธีทำการบ้านของแต่ละคนจากที่ผ่านมาแล้ว 3 ครั้ง จึงเรียกว่า KM กันโดยบางคนไม่รู้ตัว ดิฉันเลยได้ฉวยโอกาสพาเพื่อนร่วมชั้นเรียน KM กันเล็ก ๆ ช่วยเติมเต็มและให้ข้อเสนอแนะ เป็นอันว่า เราต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สำหรับดิฉันเองก็แอบเก็บเกี่ยวเทคนิคการเรียนรู้และการสร้างประโยคจากหลาย ๆ คนกลับมาพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน และอาจารย์ก็ยังช่วยเป็นกระจกสะท้อนให้ดิฉันได้เห็นตัวเองว่า แท้ที่จริงดิฉันมีพื้นความรู้เรื่อง Tenses อยู่พอสมควร ทั้งที่ผ่านมาดิฉันว่าตัวเองไม่ได้เรื่องสมัยเรียนมัธยมฯ อย่างดีก็ได้อยู่เกรด 3 แต่ลืมนึกไปว่าหลังจากนั้นในระดับปริญญาตรีเรื่อยมา ตัวเองพยายามจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของของตัวเราอยู่บ้าง ดังนั้นในการเรียนกับอาจารย์และการทำการบ้านผ่านมาเป็นครั้งที่ 3 นี้ดิฉันยังใช้พื้นความรู้เดิมอยู่ เรียกว่าใช้บันไดเดินสู่ยอดดอยด้วย "Tenses" ยังไม่ยอมมาใช้บันได “17 สูตร” (เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ผ่านการวิจัยและเห็นผลมาแล้วของอาจารย์) อาจารย์บอกว่าวันหนึ่ง ดิฉันจะยอมลงจากบันได “Tenses” มาใช้บันได “17 สูตร” และบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะบันไดทั้งสองข้างนั้นเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน สุดท้ายเราจะมีความสามารถใช้บันไดขึ้นสู่ยอดดอยได้ดีทั้งสองข้าง แต่เท่าที่ดิฉันฟัง เข้าใจว่าอาจารย์กำลังจะบอกพวกเราว่า บันได “17 สูตร” จะเป็นบันไดที่ใช้ได้ดีและเหมาะสำหรับคนไทย ส่วนบันได “Tenses” เหมาะกับฝรั่งเป็นอย่างดี อาจารย์ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ไม่เห็นด้วยที่ครูภาษาอังกฤษซึ่งเป็นครูไทยในโรงเรียนทั่วไปจะต้องพูดภาษาอังกฤษกับนักเรียนตลอดเวลาในห้องเรียน ครูไทยที่พูดภาษาอังกฤษเก่ง ไม่ใช่ครูที่สอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยเก่ง เพราะเด็กไทยเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษในฐานะ “ภาษาต่างประเทศ” ไม่ใช่ในฐานะ “ภาษาแม่” ถ้าทำอย่างนั้นคนเก่งคือ “ครู” ไม่ใช่ “นักเรียน” ครูจึงต้องสอนให้นักเรียนเข้าใจถึงความหมาย หลักการ และเหตุผลที่ต้องใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ให้รู้ความเป็นมาเป็นไปหรือสิ่งที่ทำให้มันเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยอธิบายด้วยภาษาไทยจะทำให้นักเรียนเข้าใจมากกว่าอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เพียงเพื่อให้นักเรียนคุ้นสำเนียงและเรียนรู้ทักษะการฟัง การจับใจความสำคัญจากการอธิบายนั้น ซึ่งสุดท้ายเด็กจะไม่รู้เรื่อง หรือรู้เรื่องก็ไม่ดีเท่ากับอธิบายด้วยภาษาไทยซึ่งเป็น “ภาษาแม่” สรุปแล้วอาจารย์บอกเราว่า วิธีเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยกับฝรั่งนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเราเรียนในฐานะ “ภาษาต่างประเทศ” แต่ฝรั่งเขาเรียนในฐานะ “ภาษาแม่” ช่วงบ่ายอาจารย์ให้พวกเราเลือกนำเสนอประโยค คนละ 3 ประโยคจาก 20 ประโยค จากนั้นอาจารย์จะช่วยให้ข้อคิดเห็นและพาพวกเราช่วยกันปรับประโยคของเพื่อนให้ดูดีขึ้น ช่วงนี้ทำให้พวกเรามีโอกาสได้เรียนรู้ไวยากรณ์ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันชอบมาก
คราวหน้าจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกค่ะ...ว่าผลเป็นอย่างไร...

ไม่มีความคิดเห็น: